ช่างไฟฟ้าอาคาร: เมื่อเกิดเพลิงไหม้จากไฟฟ้าต้องทำอย่างไร? และใช้อะไรดับถึงจะปลอดภัยที่สุดบ้านควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับครอบครัว แต่ทราบไหมครับว่าภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งคือ "เหตุเพลิงไหม้จากระบบไฟฟ้า" ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าลัดวงจร ปลั๊กไฟเสื่อมสภาพ หรือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเกินกำลัง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง หากเราตื่นตระหนกและรับมือผิดวิธี เช่น เอาน้ำสาดใส่ทันที อาจเปลี่ยนสถานการณ์เล็กให้กลายเป็นหายนะถึงชีวิตได้ทันที!
วันนี้เราเลยพาทุกคนมาเจาะลึกคู่มือฉุกเฉินแบบละเอียด เพื่อให้รู้เท่าทันว่า เมื่อเกิดเพลิงไหม้จากไฟฟ้าต้องทำอย่างไร และควรใช้อุปกรณ์อะไรในการดับไฟอย่างถูกต้องตามหลักสากลครับ!
ทำความเข้าใจธรรมชาติของ "ไฟไหม้จากไฟฟ้า" (Class C)
ก่อนจะไปดูวิธีแก้ปัญหา เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าไฟที่เกิดจากระบบไฟฟ้าจัดเป็นไฟประเภท Class C ตามมาตรฐานสากล:
ลักษณะเฉพาะ: เป็นเพลิงที่เกิดจากอุปกรณ์หรือระบบไฟฟ้าที่ยังมีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอยู่ เช่น สายไฟชำรุด แผงควบคุมไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ร้อนจัดจนลุกไหม้
ความเสี่ยงสูงสุด: น้ำธรรมดาคือ "สื่อนำไฟฟ้าชั้นดี" หากใช้น้ำสาดเข้าไปในขณะที่ยังมีกระแสไฟไหลอยู่ จะทำให้ผู้ดับถูกไฟดูดซ้ำซ้อนอย่างรุนแรงและเกิดการลุกลามของไฟทันที
3 ขั้นตอนฉุกเฉิน: เมื่อเกิดเพลิงไหม้จากไฟฟ้าต้องทำอย่างไร?
เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ตั้งสติให้มั่นแล้วปฏิบัติตามกฎเหล็ก 3 ขั้นตอนนี้อย่างรวดเร็ว:
1. "ตัดไฟ" คือสิ่งแรกที่ต้องทำเสมอ!
ก่อนจะพยายามดับไฟด้วยวิธีใดๆ หากทำได้และอยู่ในระยะที่ปลอดภัย ให้รีบตัดกระแสไฟฟ้าที่จ่ายไปยังจุดเกิดเหตุทันที:
สับสะพานไฟหลัก (Main Breaker) หรือเบรกเกอร์ย่อยในโซนนั้นลงทันที
หากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก เช่น พัดลม หรือทีวี ให้รีบดึงปลั๊กไฟออกทันที (หากเอื้อมถึงและมีความปลอดภัยพอ)
2. เลือกใช้อุปกรณ์ดับเพลิงที่ถูกต้องและเหมาะสม
เมื่อตัดไฟเรียบร้อยแล้ว หรือในกรณีที่จำเป็นต้องระงับเหตุอย่างเร่งด่วน ให้เลือกใช้สารดับเพลิงที่ไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า ดังนี้:
ถังดับเพลิงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2): เหมาะที่สุดสำหรับการดับไฟจากอุปกรณ์ไฟฟ้า เพราะก๊าซ CO2 จะช่วยไล่ออกซิเจนและลดความร้อนโดยไม่ทิ้งคราบสกปรกหรือทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหาย
ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical): ช่วยตัดวงจรออกซิเจนได้ดี แต่วิธีนี้อาจทำให้เกิดฝุ่นผงฟุ้งกระจายและอุปกรณ์ไฟฟ้าอาจเสียหายจากคราบเคมี
ห้ามใช้น้ำเด็ดขาด: จนกว่าจะมั่นใจ 100% ว่าตัดกระแสไฟฟ้าออกจากระบบทั้งหมดแล้วเท่านั้น
3. ประเมินสถานการณ์และอพยพทันทีหากเกินควบคุม
ไฟไหม้จากไฟฟ้ามักลุกลามไปยังวัสดุรอบข้างที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างพรมหรือผ้าม่าน หากคุณลองใช้ถังดับเพลิงฉีดสกัดแล้วไฟยังไม่ดับลงภายใน 30 วินาที หรือกลุ่มควันหนาทึบจนมองไม่เห็นทาง ให้รีบอพยพทุกคนออกจากอาคารทันที แล้วโทรแจ้งหน่วยกู้ภัยหรือดับเพลิงโดยด่วน
วิธีใช้ถังดับเพลิงให้ถูกต้องด้วยหลัก PASS
เมื่อคุณหยิบถังดับเพลิงขึ้นมาได้ ให้ใช้เทคนิคสากลที่จดจำง่ายอย่าง PASS เพื่อจัดการเปลวไฟ:
P (Pull): ดึงสลักหรือลวดล็อกที่รั้งวาล์วออก
A (Aim): เล็งปลายสายฉีดหรือกรวยพ่นไปที่ "ฐานของเปลวไฟ" (ไม่ใช่ตัวเปลวไฟลอยๆ) โดยยืนเหนือลมและห่างจากกองไฟประมาณ 2–3 เมตร
S (Squeeze): บีบไกหรือคันโยกเพื่อปล่อยสารดับเพลิงออกมา
S (Sweep): กวาดสายฉีดซ้ายขวาให้ครอบคลุมทั่วบริเวณฐานไฟจนกว่าเปลวไฟจะดับสนิท
3 เคล็ดลับเสริมเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในบ้าน
ติดตั้งถังดับเพลิงไว้ในจุดเข้าถึงง่าย: ทุกบ้านควรมีถังดับเพลิงขนาดพกพาติดไว้บริเวณห้องครัวหรือใกล้ตู้ควบคุมไฟ และควรตรวจสอบวันหมดอายุเป็นประจำทุกปี
ติดเบรกเกอร์กันดูด (RCBO / ELCB): เพื่อช่วยตัดไฟอัตโนมัติทันทีเมื่อเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วไหลหรือลัดวงจร ช่วยลดโอกาสเกิดประกายไฟต้นเหตุของอัคคีภัย
ตรวจสอบระบบไฟสม่ำเสมอ: อย่าปล่อยให้สายไฟเก่ากรอบ ปลั๊กไฟหลวม หรือเสียบปลั๊กพ่วงกินไฟเกินกำลัง เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไม่ให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น
บทสรุป
การเรียนรู้และทำความเข้าใจคำถามที่ว่า เมื่อเกิดเพลิงไหม้จากไฟฟ้าต้องทำอย่างไร ถือเป็นเกราะป้องกันชีวิตและทรัพย์สินที่ทุกบ้านไม่ควรละเลย การมีสติ ตัดไฟให้ไว เลือกใช้ถังดับเพลิงประเภท CO2 หรือผงเคมีแห้งอย่างถูกต้อง จะช่วยระงับวิกฤตชั่วพริบตาและป้องกันความสูญเสียครั้งใหญ่ได้